องค์กรเครือข่าย
 
 
 
 
 
 
 
 
ความจำเป็นในการศึกษาคุณธรรมและจริยธรรม

 เรากำลังเข้าสู่รอบพันปีใหม่ ก่อนจะถึงปี 2000 นี้ เราพบสื่อมากมายที่กำลังวิเคราะห์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในรอบศตวรรษที่ผ่านมาหรือรอบพันปีที่แล้ว เพื่อจะดูว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร เราจะพบสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และความกลมกลืนในชาติต่าง ๆ หรือว่าเราจะพบกับความผิดพลาดซ้ำกับอดีตอีกครั้ง 

ข้าพเจ้าเคยจินตนาการดูว่า ถ้าข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ในอดีตราว 100 หรือ 150 ปีที่แล้ว และมีใครมาทำนายว่ามนุษย์สามารถจะสร้างยานขึ้นไป ในอวกาศแล้ว ทำงานบนนั้น หรือมนุษย์จะไปเดินอยู่บนดวงจันทร์ ก็ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็เห็นแล้วว่ายุคนี้เป็นยุคที่มีความเจริญก้าวหน้า ทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสูงสุด แต่ถ้ามีใครบอกข้าพเจ้าว่าศตวรรษนี้จะมีการสูญเสียเลือดเนื้อครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ข้าพเจ้าก็คง จะไม่อยากมีชีวิตอยู่ในยุคนี้ 

เราพบว่าโดยผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โลกของเราได้เปลี่ยนแปลงไปจนเหนือความเข้าใจได้ของคนในอดีต เราสามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า “โลกาภิวัฒน์” หรือโลกแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน เราสามารถได้รับข่าวสารข้อมูลจากอีกมุมหนึ่งของโลกได้อย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อเรามามองดูการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เราจะพบว่ามันมีช่องว่างระหว่างความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี กับพัฒนาการทางคุณธรรมอยู่ ซึ่งควรจะมีความ สมดุลกันหรือแม้กระทั่งพัฒนาการทางคุณธรรมควรมีมากกว่า แต่เรากลับพบเห็นร่องรอยความขัดแย้งของสงครามโลกทุกครั้ง 

มูลนิธิเพื่อการศึกษานานาชาติ (IEF) นำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ของการศึกษาโดยมีพื้นฐานอยู่บนปรัชญาของท่านสาธุคุณมูน ซึ่งเป็นคำสอนเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ในครอบครัว จริยธรรมครอบครัว จริยธรรมสังคม และบรรทัดฐานสากล ซึ่งขณะนี้ประเทศรัสเซียกำลังนำไปประยุกต์ใช้ ในระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเกิดผลดีอย่างยิ่ง 

ถ้าเราพิจารณาเกี่ยวกับธรรมชาติเริ่มแรกของมนุษย์ เราจะรู้ว่าการศึกษาต้องไม่เป็นเพียงแค่การถ่ายทอดข้อมูลความรู้เท่านั้น แต่การศึกษาที่สำคัญคือการศึกษา เรื่องหัวใจและจิตใจของมนุษย์ 

มนุษย์เราแต่ละคนมีจิตใจและร่างกาย จิตใจของเราแสวงหาคุณค่าฝ่ายวิญญาณ หรือความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ เราแสวงหาความจริง ความงาม ความดี ความรัก เป็นต้น 

 อีกด้านหนึ่ง เรายังมีความต้องการฝ่ายวัตถุด้วย เราต้องการอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย หลายคนเอาความมั่งคั่งฝ่ายวัตถุเป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิต จนบางที ความร่ำรวย อำนาจ และทรัพย์สมบัติ อาจเป็นเพียงเป้าหมายอย่างเดียวในชีวิต แต่ก็มีหลายกรณีที่บางคนได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่นต่างใฝ่ฝันมาแล้วแต่กลับ ไม่มีความสุข ที่เป็นอย่างนี้ อธิบายได้ว่า นอกจากความมั่งคั่งฝ่ายวัตถุแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ เป้าหมายฝ่ายวิญญาณ ดังนั้น ถึงแม้เราจะสามารถบรรลุเป้าหมาย ฝ่ายวัตถุแล้ว แต่ถ้าผลเหล่านั้นมิได้ทำให้เราบรรลุเป้าหมายฝ่ายจิตวิญญาณแล้ว เราก็รู้สึกว่า เรายังไม่สมบูรณ์ ดังนั้น การศึกษาทั้งหลายของเราจึงควรเป็นดัง นี้ คือ การศึกษาต้องทำให้คนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนหนุ่มสาวได้บรรลุมาตรฐานสูงสุดในชีวิต ทั้งในแง่ชีวิตด้านนอก คือ มีความสุขฝ่ายเนื้อหนัง และบรรลุ ชีวิตด้านใน คือ มีความสุขฝ่ายจิตวิญญาณด้วย 

เราทุกคนล้วนต้องการความสุข การได้พบกับความสุขนี้คือความต้องการที่ทำให้เราต้องพยายามบรรลุสิ่งต่างๆ นั่นคือไม่ว่าเราจะรู้สึกความสุขฝ่ายเนื้อหนังหรือ ความสุขฝ่ายจิตวิญญาณ สรุปได้ว่าเราต้องการเป็นคนที่มีความสุข เป็นคนที่มีสาระ ประสบความสำเร็จในชีวิต ในตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความสุข คือ เป้าหมายของมวลมนุษยชาติ และถ้าเราพิจารณาประวัติศาสตร์ย้อนกลับไป เราจะพบว่ามีกระแสการพัฒนาอยู่สองกระแสด้วยกัน 

การพัฒนากระแสที่หนึ่ง ปรากฎในความพยายามของมนุษย์ที่ต้องการค้นพบและสนองตอบความต้องการทางจิตวิญญาณของเขา ดังนั้น ศาสนาจึงกำเนิดขึ้น เติบโต และพัฒนามาในตลอดประวัติศาสตร์ ศาสนาต่างๆ ในโลกล้วนพยายามทำความเข้าใจว่า ความมุ่งหมายในชีวิตคืออะไร? ความมุ่งหมายของการเปลี่ยน แปลงในประวัติศาสตร์คืออะไร? สาเหตุของความขัดแย้งของมนุษย์คืออะไร? ขณะนี้เราอยู่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ในท่ามกลางสังคมที่กำลังพัฒนาอย่าง รวดเร็ว ในท่ามกลางโลกยุคใหม่ แต่ทว่า เราเข้าใจความมุ่งหมายในชีวิตของเรามากน้อยเพียงใด? 

ถ้าเรามีเครื่องจักรอยู่เครื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรอะไรก็ตาม เราสามารถรู้ความมุ่งหมายที่ชัดเจนของเครื่องจักรนั้นได้ เครื่องจักรต่างๆ มิได้ถูกสร้างขึ้น ด้วยการโยนวัสดุต่างๆ ขึ้นไปบนอากาศแล้วปล่อยให้หล่นลงมากลายเป็นเครื่องจักรเอง แต่ก่อนที่เครื่องจักรนั้นจะเกิดขึ้น ต้องมีความต้องการก่อน ต้องมีพิมพ์ เขียว และต้องมีวัสดุต่างๆ เพื่อนำมาขึ้นรูปเป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักร กระบวนการต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และมีขั้นตอนชัดเจน จนกระทั่งสุดท้าย จึงได้เป็นผลงานนั้นออกมา ลองดูไมโครโฟน ไมโครโฟนมีความมุ่งหมายที่ชัดเจน ถ้าไมโครโฟนเสีย เราต้องนำไมโครโฟนกลับไปหาคนที่เข้าใจว่าไมโครโฟน ทำงานอย่างไร แล้วถามว่า “ไมโครโฟนนี้พอจะซ่อมได้ไหม?” แล้วถ้ามนุษย์เดินไปในหนทางที่ผิด เราจะทำอย่างไร? เราจะหาวิธีการแก้ปัญหาของเราได้จาก ที่ไหน? แน่นอน เราต้องย้อนกลับไปหาผู้สร้างหรือเหตุเริ่มแรก ถ้าเราเข้าใจคุณค่าของศาสนา เราจะรู้ว่าศาสนาพยายามแสวงหาคุณค่าและเป้าหมาย ภายใน ที่เราแสวงหา และศาสนาก็ยังทำให้เรารู้และเข้าใจความมุ่งหมายในการดำรงชีวิตของเราด้วย 

อีกด้านหนึ่ง วิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้นและมีส่วนในการทำให้เราเข้าใจโลกรอบตัวเรากับโลกทางกายภาพ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาต่างๆ เช่น กฎธรรมชาติที่ ควบคุมอะตอม ควบคุมกาแลกซี่นั้นเป็นอย่างไร? ธรรมชาติของสสารเป็นอย่างไร? โดยผ่านการสั่งสมความรู้ความเข้าใจหลายๆ รุ่น เราก็พัฒนาเทคโนโลยี ที่สามารถนำมาใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม หลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่ทัศนะชีวิตของศาสนา มักเปรียบกันไม่ได้กับ ความ รู้ความเข้าใจของวิทยาศาสตร์ 

บางครั้งก็เกิดเป็นความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งระหว่างทัศนะชีวิตของสำนักวาติกันกับทัศนะชีวิตของโคเปอร์นิคัส ในประเด็นที่ว่าโลก เป็นศูนย์ กลางจักรวาลหรือดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล สำนักวาติกันเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลาง และดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ฝ่าย วิทยาศาสตร์ ดังนั้น บางครั้ง ศาสนิกชนก็ปฏิเสธความจริงฝ่ายวิทยาศาสตร์ อีกด้านหนึ่งก็มีชุมชนทางวิทยาศาสตร์ที่ปฏิเสธความจริงฝ่ายจิตวิญญาณเกิดขึ้น เขาเห็นว่าความจริงฝ่ายจิตวิญญาณเป็นเพียงเรื่องนามธรรมที่ไม่เป็นจริง

ศาสนากับวิทยาศาสตร์ขัดแย้งกันบ่อยครั้ง อีกตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ความขัดแย้งระหว่างทฤษฎีวิวัฒนาการกับการสร้างสรรค์ของพระเจ้า ที่ยังขัดแย้งกัน อยู่จนถึงปัจจุบัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สภาวะอุดมคตินั้นไม่ควรมีความขัดแย้งอย่างนี้เกิดขึ้น แต่ทั้งศาสนาและวิทยาศาสตร์ควรสอดคล้องกลมกลืนกัน ที่เกิด ความขัดแย้งกันก็เพราะว่า ทั้งศาสนาและวิทยาศาสตร์ต่างก็ขาดความรู้ความเข้าใจที่สมบูรณ์ในขอบเขตของตน ความจริงฝ่ายวิทยาศาสตร์ นั้นไม่สมบูรณ์ ใน ตนเอง ความจริงฝ่ายศาสนาก็ยังไม่พัฒนาหรือสมบูรณ์ในตนเองด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงเกิดความขัดแย้ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียง เปรียบเปรย ไว้ว่า “ศาสนาที่ปราศจากวิทยาศาสตร์ก็เหมือนคนตาบอด วิทยาศาสตร์ที่ปราศจากศาสนาก็เหมือนคนพิการ” ความเข้าใจของท่านก็เหมือนกับที่เรารู้สึก คือ ทั้งศาสนาและวิทยาศาสตร์ต้องอยู่คู่กัน ถ้าศาสนาและวิทยาศาสตร์ต่างเข้าใจบทบาทของกันและกันแล้ว ทั้งศาสนาและวิทยาศาสตร์ จะร่วมกันทำงานเพื่อ ความดีงามต่างๆ ได้ 

หน้า
1    2    3    4     ถัดไป >>
 
 
หน้าหลัก  |  เกี่ยวกับเรา  |  กิจกรรม  |  ติดต่อเรา