องค์กรเครือข่าย
 
 
 
 
 
 
 
 
การแต่งงานที่แท้จริงกับคุณค่าครอบครัว

สังคมของเรากำลังมีปัญหาที่รุนแรงมากมาย อาทิเช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาการหย่าร้าง ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการใช้ความรุนแรงในสังคม ปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และปัญหาการตั้งครรภ์ในหมู่วัยรุ่น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นเพียงเครื่องบ่งชี้ถึงอีกปัญหาหนึ่งที่อยู่ลึกลงไปซึ่งกำลังสร้างความเจ็บปวดให้แก่ของชีวิตและชุมชนของเรา ปัญหานั้นก็คือ ความแตกแยกในครอบครัว ครอบครัวยังคงมิได้ทำหน้าที่ของครอบครัวเองอย่างสมบูรณ์ เราสามารถเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ในทั่วโลก เราจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเยาวชนที่รากเหง้าซึ่งดำรงอยู่ในครอบครัว ดังนั้น เราจึงต้องการวิสัยทัศน์ใหม่ในเรื่องการแต่งงานและครอบครัว ทั้งนี้เพื่อให้รู้ถึงข้อแตกต่างระหว่างวิสัยทัศน์ใหม่กับความเข้าใจทั่วๆ ไปที่เราเคยมีต่อสถาบันที่สำคัญแห่งนี้

ดังนั้น การบรรยายนี้จึงเสนอตัวอย่างเพื่อยืนยันว่า ทำไมการแต่งงานจึงมีความสำคัญ และเรายังจะพิจารณาถึงความสำคัญของครอบครัว และสุดท้าย ความหมายของเพศสัมพันธ์ อีกด้วย

ทุกวันนี้ อัตราการจดทะเบียนสมรสในทั่วโลกกำลังลดลง อัตราการจดทะเบียนสมรสในสหรัฐฯ ลดลงเหลือ 2 ใน 3 เมื่อเทียบกับอัตราการจดทะเบียนสมรสในช่วงทศวรรษที่ 60 (ทั้งที่ปัจจุบันมีจำนวนประชากรมากกว่า) ในขณะที่อัตราการจดทะเบียนสรสลดลง ในทางตรงกันข้าม อัตราการจดทะเบียนหย่าในทั่วโลกกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ระหว่างปี ค.ศ. 1972 – 1992 (พ.ศ. 2515 - 2535) ภายในระยะเวลาเพียง 20 ปี อัตราการจดทะเบียนหย่าในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 280 % หรือเกือบสามเท่า และเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่หย่าร้าง ระหว่างปี ค.ศ.1960 – 1990 (พ.ศ. 2503 – 2533) มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 350 %

นอกจากนี้ การใช้ชีวิตคู่นอกสมรสก็กำลังทวีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐฯ มีผู้ใช้ชีวิตคู่นอกสมรส ระหว่างปี ค.ศ. 1970 – 1990 (พ.ศ. 2513 – 2533) เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า และเรื่องที่น่าหนักใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มีเด็กๆ ที่ต้องอาศัยอยู่กับครอบครัวในลักษณะนี้ด้วย จึงหมายความว่า ภาวะการหย่าร้างหรือการถูกทอดทิ้งนั้นไม่ได้สร้างความทุกข์ทรมานให้เฉพาะกับสามีหรือภรรยาเพียงเท่านั้น แต่ยังทำร้ายความรู้สึกและจิตใจของเด็กๆ ด้วย และความรู้สึกเหล่านี้จะค่อยๆ สั่งสมและจะส่งผลกระทบต่อชีวิตสมรสในอนาคตของเด็กเหล่านี้

ทารกนอกสมรสก็กำลังทวีจำนวนขึ้นอย่างน่าตกใจ ตัวอย่างเช่น ปัจจุบัน ในประเทศสวีเดนมีทารกที่เกิดนอกสมรสคิดเป็นร้อยละ 50 ของจำนวนทารกเกิดใหม่ทั้งหมด ในประเทศเดนมาร์กร้อยละ 47 ในประเทศนอรเวย์ร้อยละ 40 ในประเทศฝรั่งเศสร้อยละ 35 และแล้วในเดือนมกราคม ค.ศ. 1997 (พ.ศ.2540) สัญญาณเตือนภัยปัญหาเหล่านี้ก็ดังขึ้นเมื่อหนังสือ “Newsweek” ฉบับจำหน่ายทั่วโลกประกาศบนหน้าปกว่า “การแต่งงานตายแล้ว!” ซึ่งหมายความว่าประเพณีที่ถือสืบต่อกันมาว่าเด็กๆ จะต้องถือกำเนิดขึ้นภายในสถาบันครอบครัวนั้นกำลังจะสูญหายไปในไม่ช้า ในสหรัฐฯ พ่อหรือแม่คนเดียวกำลังทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่คนเดียว (เด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อ หรือกับแม่ คนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว) อยู่ในอัตราส่วนถึงร้อยละ 22 ของเด็กทั้งหมดที่อยู่กับครอบครัว และจำนวนของเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่คนเดียวนี้ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 30 ปี คือ ระหว่างปี ค.ศ. 1960 – 1990 (พ.ศ. 2503 – 2533)

สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความจริงที่ว่า อุดมคติของการแต่งงานกำลังหมดไปจากคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน เริ่มไม่มีความเชื่อมั่นในการแต่งงาน ไม่เชื่อมั่นว่าเขาสามารถจะมีชีวิตสมรสที่ดีและมีความสุขได้ ปัจจุบันนี้ ครอบครัวเผื่อเลือก กำลังโตขึ้นมากกว่า ครอบครัวดั้งเดิม ที่เราเคยรู้จักกัน ขณะเดียวกันก็ยังมีครอบครัวแบบต่างๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย เช่น ครอบครัวที่อยู่ด้วยกันโดยไม่แต่งงาน ครอบครัวที่มีแต่พ่อหรือแม่เพียงคนเดียว ครอบครัวที่มีพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยง และครอบครัวที่พ่อกับแม่หย่าร้างกัน ในปัจจุบันนี้มีแม้กระทั่งการแต่งงานระหว่างเกย์

ในปัจจุบัน บ่อยครั้งที่ในชีวิตสมรสมักมีแต่ความเบื่อหน่ายในความสัมพันธ์ความสนิทสนมและความตื่นเต้นที่เคยรู้สึกในช่วงแรกของชีวิตสมรสมีแนวโน้ม ที่จะจางหายไป บางครั้งสถานการณ์เลวร้ายจนถึงจุดที่ทั้งสองไม่สามารถทนอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป

มีคนมากมายที่ต้องประสบกับข้อจำกัดของ ครอบครัวแบบดั้งเดิม ที่ดำรงอยู่มานานนับศตวรรษ ข้อจำกัดประการหนึ่งของการมีครอบครัวแบบดั้งเดิมนั้นก็คือ มักจะมองการแต่งงานหรือการมีครอบครัวว่าเป็นโอกาสที่จะได้เลื่อนฐานะทางเศรษฐกิจและฐานะทางสังคมเป็นสำคัญ ข้อจำกัดประการที่สองคือ การมองข้ามความพึงพอใจและความก้าวหน้าส่วนบุคคล และข้อจำกัดประการสุดท้ายคือ บ่อยครั้งที่มักมีการกดขี่ข่มเหงและการเอารัดเอาเปรียบกันระหว่าง ญาติฝ่ายสามีกับลูกสะใภ้ ญาติฝ่ายภรรยากับลูกเขย หรือระหว่างสามีภรรยาด้วยกันเอง เป็นต้น

ส่วน ครอบครัวสมัยใหม่ ก็มีข้อจำกัดด้วยเช่นกันคือ มักจะมองการแต่งงานหรือการมีครอบครัวว่าเป็นการแสวงหาความพึงพอใจส่วนตัว อุดมคติของการสร้าง ความสัมพันธ์ที่กลมกลืนของคนสองคนจะมุ่งเน้นที่ความก้าวหน้าและความพึงพอใจส่วนบุคคล และความสัมพันธ์นี้ก็มีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญ กับเสรีภาพ ส่วนตัวและข้อตกลงต่างๆ มากเกินไป ปัจจุบันนี้ หลายครั้งที่เมื่อมีการแต่งงาน ทั้งสองฝ่ายจะเซ็นสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างน้อยที่สุดสักสองสามปี การกระทำเหล่านี้ ยังแสดงถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง และการขาดความเชื่อมั่นในการเป็นหนึ่งเดียวกันจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

ดังนั้น เราจึงต้องการวิสัยทัศน์ใหม่ในเรื่องการแต่งงานและครอบครัว นี่คือสาเหตุที่ทำให้เราใช้คำว่า การแต่งงานที่แท้จริง และ ครอบครัวที่แท้จริง คำว่า “ที่แท้จริง” หมายความว่า การแต่งงานและครอบครัวอย่างนี้เป็นอุดมคติที่เป็นสากลของโลก ซึ่งเราจะพิจารณาร่วมกันต่อไป

ทำไมการแต่งงานจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของคนทั้งหลาย? เป็นเรื่องน่าสนใจที่ในการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นั้น เราไม่สามารถตัดสินใจกระทำวันนี้ แล้วประสบความสำเร็จเลยทันทีในวันนี้ แต่เราต้องให้เวลาสำหรับการฝึกฝน การรักษาวินัย และการทำงานหนักอย่างยาวนาน บ่อยครั้งที่เรามักจะคิดว่าเมื่อ เรากระโจนเข้าสู่การมีชีวิตสมรสแล้ว เมื่อนั้นเราก็จะรู้เองว่าเราควรทำอะไร แต่ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่ขาดสติไตร่ตรอง เป็นความคิดที่มองข้ามความจำ เป็นของการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะแต่งงานหรือมีครอบครัว ซึ่งการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนแต่งงานหรือมีครอบครัวนี้ มีความจำเป็นเหมือนกับการที่เราต้อง เตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่เราจะประกอบอาชีพ หรือก่อนที่เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชีวิต เราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในเรื่องการแต่งงานเสียก่อน และเป้าหมาย นี้เองที่จะกำหนดว่าเราควรจะทำอะไรต่อไป ดังนั้น ขอให้เรามาพิจารณาร่วมกันว่าการแต่งงานที่แท้จริงมีความสำคัญอย่างไร?

ความสำคัญประการที่หนึ่งคือ การแต่งงานที่แท้จริงทำให้เรากลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ประการที่สอง การแต่งงานเตรียมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต อย่างสูงสุดให้เราแต่ละคน ประการที่สาม การแต่งงานได้รวมชีวิตของทั้งสามีและภรรยาตลอดจนสายเลือดของทั้งสองเข้าด้วยกัน และความสำคัญประการ สุดท้ายคือ การแต่งงานจะช่วยสร้างหลักยึดเหนี่ยวให้กับชีวิตครอบครัวและประเทศ

เราแต่ละคนจะได้รับประโยชน์ประการใดบ้างจากการแต่งงาน? คนที่แต่งงานแล้วจะทำงานอย่างได้มีประสิทธิภาพสม่ำเสมอคงเส้นคงวากว่าคนที่เป็นโสด การแต่งงานก่อให้เกิดผลดีต่อทั้งสุขภาพและร่างกาย แล้วผลดีนั้นเป็นอย่างไร? เป็นที่ประจักษ์กันมานานแล้วว่าคนที่แต่งงานแล้ว มักจะมีชีวิตที่ยืนยาวและ มีสุขภาพที่ดีกว่าคนโสด ข้อมูลจากการศึกษาเรื่องสุขภาพในหนังสือพิมพ์วอชิงตันไทม์ แสดงให้เห็นว่าคนที่แต่งงานแล้วมักจะไม่ค่อยเจ็บป่วย เป็นโรคหัวใจ หรือประสบอุบัติเหตุ แต่ถ้ามีอาการเจ็บป่วย เป็นโรคหัวใจ หรือการบาดเจ็บเพราะประสบอุบัติเหตุก็มักจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าคนโสด คนที่แต่งงานแล้วมักมีแนว โน้มในการทำสิ่งผิดน้อยกว่าคนโสด นอกจากนี้ ผู้ชายที่แต่งงานแล้วมีอัตราการเสียชีวิตจากการเสพสุราน้อยกว่าชายโสดถึง 3 เท่า

หน้า
1    2    3   4   5   ถัดไป >>
 
 
หน้าหลัก  |  เกี่ยวกับเรา  |  กิจกรรม  |  ติดต่อเรา